<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[ข่าวสารแนะนำ จังหวัด]]></title>
<link>https://nakhonphanom.prd.go.th/th/content/category/index/id/60</link>
<atom:link href="https://nakhonphanom.prd.go.th/th/content/category/index/id/60" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[ThaiWater แอปคลังข้อมูลเรื่องน้ำ]]></title>
<link>https://nakhonphanom.prd.go.th/th/content/category/detail/id/60/iid/229960</link>
<guid isPermaLink="false">2c6dfa77a6f537c5e505da2eb18b8994</guid>
<pubDate>Mon, 06 Nov 2023 14:24:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>ปัจจุบันคนอาจจะคิดว่าน้ำไม่น่าจะอยู่ในภาวะขาดแคลน เพราะทุกวันนี้ยังมีน้ำให้กินให้ใช้อยู่ แต่หากมองดี ๆ จะเห็นว่าสถานการณ์น้ำในแต่ละพื้นที่มีความแตกต่างกันออกไป บางพื้นที่แทบไม่มีน้ำใช้เลยเนื่องจากภาวะภัยแล้ง อันเนื่องมาจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป และเพื่อให้ทุกคนได้เข้าใจสถานการณ์น้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่เป็นเกษตรกร เพราะถ้าสามารถเช็กสถานการณ์ฝนและพายุได้จากมือถือหรือเว็บไซต์ ก็จะทราบวางแผนการเพาะปลูกได้อย่างพอดี มีความเสี่ยงที่จะขาดทุนน้อย และสามารถวางแผนการเก็บสำรองน้ำไว้ใช้ในยามฉุกเฉินได้ ส่วนอาชีพประมงก็ต้องดูเรื่องระดับน้ำทะเล หรือลมมรสุมต่างๆ ก่อนออกจะไปจับปลา หรือแม้กระทั่งคนเมืองหากมีแพลนอยากไปเที่ยวทะเลหรือภูเขา ก่อนออกเดินทางก็สามารถตรวจเช็กสภาพอากาศ พายุ และฝนฟ้าได้เลย</p>

<p>ดังนั้นจึงขอแนะนำแอปพลิเคชัน ThaiWater จากคลังข้อมูลน้ำแห่งชาติ ดำเนินการโดยสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ซึ่งเป็นเสมือนคลังข้อมูลน้ำทั้งหมดของไทยที่มีการรวบรวมข้อมูลจาก 45 หน่วยงานรัฐบาลมาไว้ในที่เดียว เพื่อให้ทุกคนได้ค้นหา วิเคราะห์และใช้ประโยชน์แบบฟรี ๆ ไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งจะบอกข้อมูลภาพรวมระดับประเทศ และแสดงแบบรายหมวดข้อมูล โดยแสดงข้อมูลฝน ระดับน้ำ สถานการณ์น้ำในเขื่อนได้ตลอด 24 ชั่วโมง มีทั้งข้อมูลสถานการณ์ปัจจุบัน และข้อมูลคาดการณ์ล่วงหน้า ทำให้ทุกคนที่มีแอปสามารถเช็กสภาพอากาศ พยากรณ์ฝน หรือเช็กน้ำท่วม ได้ง่าย ๆ เพียงไม่กี่ขั้นตอน เช่น ถ้าจะเข้าไปเช็กสภาพฝน ก็ดูแผนที่ฝน ซึ่งจะมีสีต่างๆ ให้จำ 3 ระดับ เริ่มจากสีฟ้า-ฝนตกน้อยๆ สีเหลือง-ฝนตกเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง และสีแดง-ฝนตกหนักมาก หากเราต้องออกเดินทางไปต่างจังหวัดแล้วอยากรู้ว่าสภาพอากาศเป็นอย่างไร ก็สามารถตั้งค่าจังหวัดที่เราสนใจได้ ระบบจะมีการรายงานผลต่างๆ เช่น พยากรณ์ฝน อุณหภูมิ และปริมาณฝนในพื้นที่ให้</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonphanom.prd.go.th/th/file/get/file/202311060be200a323fc8632a37cefbadd317fd9142512.png' type='image/png' length='2635812' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[อาณาจักรศรีโคตรบูร]]></title>
<link>https://nakhonphanom.prd.go.th/th/content/category/detail/id/60/iid/229773</link>
<guid isPermaLink="false">49748fc55588970187f9c9fd426c966c</guid>
<pubDate>Mon, 06 Nov 2023 10:15:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>อาณาจักรศรีโคตรบูร หรือ อาณาจักรโคตรบูร เป็นอาณาจักรโบราณที่มีความสัมพันธ์อย่างแนบแน่นกับนครเวียงจันทน์ยุคจันทะปุระ (ราวพุธศตวรรษที่ 1 - 10) และยุคซายฟอง (ราวพุธศตวรรษที่ 10 - 12) เริ่มมีพัฒนาการมาตั้งแต่สมัยก่อนพุทธกาลถึงพุทธศตวรรษที่ 11 - 15 หรือระหว่าง พ.ศ. 1000 - 1500 มีพื้นที่ครอบคลุมบริเวณสองฝั่งแม่น้ำโขง ซึ่งนักวิชาการบางกลุ่มเสนอว่า อาณาจักรโคตรบูรอาจแผ่อาณาเขตครอบคลุมไปถึงแขวงหลวงพระบาง โดยอาศัยหลักฐานทางโบราณคดีประเภทหลักหินที่ปรากฏที่เวียงจันทน์-นครพนม และเป็นที่มาของจังหวัดนครพนม ที่เชื่อว่าเป็นอาณาจักรศรีโคตรบูร ที่มีความเจริญรุ่งเรืองมากที่สุดในดินแดนแถบลุ่มแม่น้ำโขง ซึ่งในยุคนั้นมีทั้งอาณาจักรล้านช้าง สิบสองจุไทย เวียงจันทน์ จำปาศักดิ์ อยุธยาตอนต้น และอาณาจักรศรีโคตรบูร</p>

<p>โดยดินแดนสองฝั่งแม่น้ำโขงแถบนี้ก่อนที่จะมาเป็นอาณาจักรศรีโคตรบูร เคยเป็นดินแดนของอาณาจักรฟูนัน ซึ่งตามจดหมายกรีกกล่าวไว้ว่า อาณาจักรฟูนันเป็นอาณาจักรที่มีอำนาจแผ่ออกไปกว้างขวางจนถึงแหลมมลายูและพม่า ในพุทธศตวรรษที่ 5-11 ต่อมาเป็นดินแดนของอาณาจักรเจนละจนถึงพุทธศตวรรษที่ 14 กระทั่งต่อมาขอมได้มีอำนาจในแถบลุ่มแม่น้ำโขงจนถึงพุทธศตวรรษที่ 19 และเริ่มเสื่อมอำนาจลง ต่อมาพระเจ้าฟ้างุ้มได้รวบรวมหัวเมืองต่าง ๆ ในแถบลุ่มแม่น้ำโขงตั้งขึ้นเป็น &ldquo;ราชอาณาจักรศรีสัตตนาคนหุตล้านช้าง&rdquo; ตั้งแต่ปี พ.ศ. 1896 เป็นต้นมา เมื่อ อาณาจักรศรีสัตตนาคนหุตล้านช้าง มีอำนาจเหนือบริเวณลุ่มแม่น้ำโขง และแคว้นศรีโคตรบูร ก็เป็นเมืองลูกหลวงเมืองหนึ่งที่มีความเจริญรุ่งเรืองในแถบลุ่มแม่น้ำโขงตอนใต้ของอาณาจักรล้านช้าง ตามตำนานได้กล่าวไว้ว่า ผู้ครองนครแคว้นศรีโคตรบูร มีนามว่า พระยาศรีโคตรบอง เป็นราชบุตรเขยของพระเจ้าล้านช้าง พญาศรีโคตรบองเป็นผู้ที่เข้มแข็งในการออกศึกสงคราม เป็นที่โปรดปราณของกษัตริย์ล้านช้าง จึงได้ให้ตั้งเมืองใหม่ขึ้นที่ริมฝั่งแม่น้ำโขงตอนใต้ จึงได้ขว้างกระบองประจำตัวขึ้นไปในอากาศเพื่อเสี่ยงทายหาที่ตั้งเมืองใหม่ กระบองได้ตกลงแถบบริเวณ &quot;เซบั้งไฟ&quot; ริมฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับอำเภอธาตุพนม แล้วตั้งเมืองใหม่ชื่อว่า &quot;ศรีโคตรบูร&quot; ขึ้นเป็นเมืองลูกหลวงของอาณาจักรล้านช้าง ต่อมาเมื่อเจ้าผู้ครองเมืองศรีโคตรบูรสวรรคตลงได้เกิดอาเพศและเภทภัยต่าง ๆ มากมาย จึงได้ย้ายเมืองไปตั้งอยู่ริมน้ำหินบูรณ์ ตรงข้ามกับอำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม ต่อมาบริเวณที่ตั้งเมืองที่ริมน้ำหินบูรณ์ได้ถูกน้ำเซาะตลิ่งโขงพังทลายลงทุกวัน จึงได้ย้ายเมืองลงไปทางตอนใต้ฝั่งขวาของแม่น้ำโขงบริเวณที่เป็นดงไม้รวกบ้านธาตุน้อยศรีบุญเรือง ริมห้วยบังฮวก แล้วเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น &quot;มรุกขนคร&quot; ซึ่งหมายถึง ดงไม้รวก ปี พ.ศ. 2330 พระบรมราชา เจ้าเมืองมรุกขนครเห็นว่าเมืองมรุกขนครที่ตั้งอยู่เป็นเวลานานถึง 20 ปี แล้วนั้นถูกน้ำเซาะตลิ่งโขงพังและบ้านเรือนราษฎรเสียหาย จึงได้ย้ายเมืองขึ้นไปตั้งทางเหนือตามลำแม่น้ำโขงที่บ้านหนองจันทร์ ห่างจากจังหวัดนครพนมไปทางใต้ ประมาณ 3 กิโลเมตร และในปี พ.ศ. 2337 ได้เกิดศึกพม่าทางเมืองเชียงใหม่ พระบรมราชาเจ้าผู้ครองเมืองมรุกขนครได้ไปออกศึกในครั้งนี้ได้บริโภคผักหวานเบื่อจนถึงแก่อนิจกรรมที่เมืองเถิน ท้าวสุดตา ซึ่งเป็นพี่ชายของพระมเหสีของพระบรมราชาได้นำเครื่องราชบรรณาการลงไปเฝ้า รัชกาลที่ 1 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ท้าวสุดตาเป็นผู้ครองเมืองมรุกขนคร และเปลี่ยนชื่อเมือง จาก &quot;มรุกขนคร&quot; เป็นเมือง &quot;นครพนม&quot; ขึ้นตรงกับกรุงเทพมหานคร ซึ่งชื่อนครพนมนั้นมีข้อสันนิษฐานไว้ 2 ประการ คือ คำว่า &quot;นคร&quot; หมายถึง เมืองที่เคยเป็นเมืองลูกหลวงมาก่อน และเป็นเมืองที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ ส่วนคำว่า &quot;พนม&quot; ก็มาจาก พระธาตุพนม ปูชนียสถานที่อยู่คู่บ้านคู่เมืองมาช้านาน บางตำราก็ว่า เดิมสมัยประเทศไทยยังไม่เสียดินแดนฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขงไป สมัยสงครามฝรั่งเศส เมืองมรุกขนคร มีอาณาเขตกินไปถึงดินแดนฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง คือ สปป.ลาว ซึ่งมีภูเขาสลับซับซ้อนมากมาย ไปจนถึงดินแดนของเวียดนาม เดิมที่อยู่ทางฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขงตั้งอยู่บริเวณที่มีภูเขาสลับซับซ้อน จึงนำคำว่า &quot;พนม&quot; ซึ่งแปลว่าภูเขามาใช้ ส่วนคำว่า &quot;นคร&quot; เป็นการดำรงชื่อเมืองไว้ คือ เมืองมรุกขนคร จึงนำคำว่าพนม ซึ่งพนมแปลว่าภูเขามาต่อท้ายคำว่านคร เป็น &quot;นครพนม&quot; ซึ่งหมายถึงหมายถึง &quot;เมืองแห่งภูเขา&quot; นั่นเอง</p>

<p>ทั้งนี้ คำว่า โคตรบูร อาจมาจากภาษาสันสกฤต คำว่า โคตะปุระ คำว่า โคตะ แปลว่า ตะวันออก ส่วนคำว่า ปุระ แปลว่า เมืองหรือนคร โคตะปุระจึงหมายถึงเมืองที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกหรือเมืองแห่งดวงอาทิตย์ นักวิชาการบางกลุ่มเห็นว่าอาจมาจากคำว่า สีโคด (ศรีโคตะ) กับคำว่า ปุนยะ (ปุณยะ) รวมกัน ขณะที่นักวิชาการบางกลุ่มเห็นว่า คำว่า โคตร (อ่านว่า โคด-ตะ) อาจมาจากคำว่า โคตมะ อันเป็นพระนามของพระโคตมะพุทธเจ้าซึ่งปรากฏที่มาของนามเมืองนี้ในคัมภีร์อุรังคธาตุนิทาน ตอนพระพุทธเจ้าเสด็จมากล่าวคำวุฒิสวัสดีและรับบิณฑบาตแก่พระยาศรีโคตรบูร รวมถึงบางกลุ่มเห็นว่า คำว่า โคตร อาจมาจากคำว่า โคตระ หรือ โคตรกระ (อ่านว่า โคด-กะ) อันมีที่มาเชื่อมโยงกับพระนามของกษัตริย์แห่งอาณาจักรที่ทรงมีตระบองขนาดใหญ่เป็นอาวุธ เป็นเหตุให้พระนามและอาณาจักรของพระองค์ถูกเรียกว่า โคตรบอง หรือ โคตรกระบอง เอกสารทางประวัติศาสตร์บางแห่งมีการเรียกชื่อเมืองต่างกันออกไป อาทิ เมืองตะบอง เมืองกะบอง เมืองตะบองขอน เมืองติโคตรบอง และ เมืองติโคตรบูร ส่วนคำว่า บูร นั้น ในเอกสารใบลานจำนวนมากนิยมเขียนทั้งคำว่า บุร บุน และ บอง ยกเว้นจารึกวัดโอกาส (ศรีบัวบาน) ในตัวเมืองจังหวัดนครพนม ซึ่งจารึกในสมัยล้านช้างที่เขียนว่า บูร</p>

<p>อย่างไรก็ตาม รูปอักขระของคำว่า บุร หรือ บูร ตามหลักการออกเสียงในอักษรธรรมลาว-อีสานโบราณนั้นสามารถอ่านได้ 8 แบบ คือ บุน บูน ปุน ปูน บุระ บูระ ปุระ และ ปูระ จึงทำให้เกิดข้อสันนิษฐานว่า คำว่า บูร เป็นสำเนียงลาวหรือสำเนียงท้องถิ่นที่มาจากการแผลงเสียงของคำว่า ปุระ ในภาษาสันสกฤต ส่วนเอกสารวิชาการบางแห่งที่เขียนคำว่า บูร เป็น บูรณ์ นั้น เกิดจากความคลาดเคลื่อนและความเข้าใจผิดของนักวิชาการ เนื่องจากในเอกสารโบราณและจารึกไม่ปรากฏคำว่า บูรณ์ อยู่เลย และคำว่า บูรณ์ นั้นมีความหมายแตกต่างจากคำว่า บูร หรือ ปุระ มาก</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonphanom.prd.go.th/th/file/get/file/20231106c39dbfd594be3bb804ac984697113303101614.png' type='image/png' length='3777531' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[THAI DISASTER ALERT แอปพลิเคชันที่ควรมีติดโทรศัพท์]]></title>
<link>https://nakhonphanom.prd.go.th/th/content/category/detail/id/60/iid/220748</link>
<guid isPermaLink="false">67c3f67982c4813227c1fde058425c6e</guid>
<pubDate>Wed, 04 Oct 2023 16:43:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>สาธารณภัยเป็นเรื่องใกล้ตัวมากขึ้นทุกวัน และหากเราทราบถึงการเตือนภัยในพื้นที่ที่เราอยู่ ก่อนที่ภัยจะมาถึงตัว ก็จะเป็นเรื่องดีที่สามารถเตรียมตัวได้อย่างทันการณ์ ดังนั้น กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) จึงได้พัฒนาแอปพลิเคชันที่ชื่อ THAI DISASTER ALERT ขึ้นมา โดยหลักการทำงานจะเป็นการแจ้งเตือนแบบเจาะลึกที่เข้าถึงพื้นที่ที่คาดว่าจะเกิดภัยพิบัติเฉพาะพื้นที่ แบบ Real Time ที่ทันต่อเหตุการณ์ เพื่อให้คนในพื้นที่สามารถเตรียมความพร้อม รับมือ ป้องกันตนเองและทรัพย์สินได้ทันก่อนที่ภัยจะมาถึง ซึ่งเป็นการลดความเสี่ยง และผลกระทบจากสาธารณภัยได้อีกทางหนึ่ง</p>

<p>สำหรับการใช้งานก็ง่าย ๆ ใน 3 ขั้นตอน คือ ใส่ข้อมูล เลือกพื้นที่ และ เปิด Location Service ซึ่งระบบจะให้ผู้ใช้งานทำการเลือกจังหวัดที่ต้องการรับการแจ้งเตือนภัย ได้ 3 จังหวัด ซึ่งผู้ใช้งานสามารถเลือกจังหวัดที่เราอาศัยอยู่ จังหวัดที่คนที่ครอบครัวอาศัยอยู่ หรือจังหวัดที่สนใจเป็นพิเศษในการรับข้อมูลแจ้งเตือนภัยได้ตามความต้องการ แต่ถ้าผู้ใช้งานต้องการที่จะรับข้อมูลตลอดเวลา ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนของประเทศ ก็เพียง่ผู้ใช้งานตั้งค่าเปิดสิทธิ์ให้แอปพลิเคชันเข้าถึงตำแหน่งที่ตั้ง (Location Service) ของสมาร์ทโฟน ผู้ใช้งานก็จะสามารถรับข้อมูลข่าวสารสาธารณภัยได้ในทุกพื้นที่</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonphanom.prd.go.th/th/file/get/file/202310042855f90d6dc713476c53e07fee44fabf164345.png' type='image/png' length='1265026' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[อาหารถิ่นที่อยากให้ลอง เมี่ยงตาสวด เมนูไทแสก บ้านอาสามารถ อ.เมืองนครพนม จ.นครพนม]]></title>
<link>https://nakhonphanom.prd.go.th/th/content/category/detail/id/60/iid/220105</link>
<guid isPermaLink="false">24186962bbaf6bd2480dc0b873152ef0</guid>
<pubDate>Mon, 02 Oct 2023 15:49:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>เมี่ยงตาสวด ได้รับการคัดเลือกจากกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ให้เป็นเมนู 1 จังหวัด 1 เมนู เชิดชูอาหารถิ่น ปี 2566 ที่มีการประกาศไปเมื่อวันที่ 29 ส.ค. 2566 ภายใต้โครงการส่งเสริมและพัฒนายกระดับอาหารถิ่น สู่มรดกทางวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ความเป็นไทย (Thailand Best Local Food) &quot;รสชาติ...ที่หายไป The Lost Taste&quot; ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประวัติศาสตร์ของอาหารไทย อาหารท้องถิ่น ที่มีความสัมพันธ์กับวิถีชีวิตคนไทย รวมถึงการรวบรวมและเผยแพร่ข้อมูลสารสนเทศ รวมทั้งเสนอสาระความรู้เกี่ยวกับอาหารไทย และอาหารท้องถิ่น ต่อยอดสมุนไพรไทย สรรพคุณทางเลือกและส่งต่อเป็นภูมิปัญญาที่มีการสืบทอดรุ่นสู่รุ่น อีกทั้งเป็นการส่งเสริมศักยภาพของเครือข่ายวัฒนธรรมในการบริหารจัดการงานวัฒนธรรมอย่างยั่งยืนบนพื้นฐานมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมท้องถิ่นนั้น</p>

<p>โดยเมี่ยงตาสวด หรือ ชาวไทแสก เรียกอีกชื่อว่า เมี่ยงตาเหลือก เป็นเมนูอาหาร ที่ประกอบด้วยพืชผักสมุนไพรในท้องถิ่นนับ 10 ชนิด ที่นิยมนำมารับประทานเป็นอาหารว่างเมื่อมีโอกาสพบปะสังสรรค์กันของชาวไทยแสก โดยเฉพาะเมื่อมีพิธีไหว้บรรพบุรุษโองมู่ ณ ศาลสักการะประจำหมู่บ้านอาจสามารถในทุกปี ซึ่งนอกจากจะมีรสชาตที่อร่อยแล้ว ยังมีสรรพคุณทางยา ช่วยลดอาการท้องอืดท้องเฟ้อ ลดความเสี่ยงของเชื้อโควิด-19 เพราะมีพืชสมุนไพร อาทิเช่น ตะไคร้ หอมแดง พริกสด มะเขือเทศ ลูกมะเดื่อ ผลมะเฟื่อง ผลอ่อนกล้วยตานี แคปหมู เส้นขนมจีน และใบชะพลู และที่ขาดไม่ได้คือน้ำปลาร้าสูตรเด็ดเฉพาะของชาวไทยแสก ที่นำปลาที่หาได้จากแม่น้ำโขงมาทำปลาร้า มีการคลุกเคล้าเคี่ยวกับน้ำตาลปี๊บและน้ำตาลจนข้น ทำให้แทบไม่มีกลิ่นเหม็นของปลาร้า ก่อนจะนำมาปรุงด้วยพริกป่นและข้าวคั่ว ทำเป็นน้ำจิ้มราดกับเครื่องเคียงต่างๆ ที่นำมาห่อด้วยใบชะพลู ก่อนรับประทาน และด้วยจำนวนปริมาณเครื่องเคียงที่ค่อนข้างเยอะ ต้องรับประทานคำใหญ่ ทำให้เวลากินต้องอ้าปากกว้าง ม่านตาขยายกว้าง จึงเป็นที่มาของชื่อ เมี่ยงตาสวด หรือเมี่ยงตาเหลือก</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonphanom.prd.go.th/th/file/get/file/2023100245175064f7352224b131d8be7e258f14154953.png' type='image/png' length='6196245' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[การออมที่ไม่ใช่ตัวเงิน : ทางเลือกในการสร้างรายได้ในอนาคต]]></title>
<link>https://nakhonphanom.prd.go.th/th/content/category/detail/id/60/iid/198639</link>
<guid isPermaLink="false">1c2f3e50d6c139f27840724f12d45afa</guid>
<pubDate>Tue, 18 Jul 2023 18:06:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>การออมเป็นเรื่องสำคัญที่รัฐบาลให้การส่งเสริมมาอย่างต่อเนื่อง จากข้อมูลปี 2564 พบว่า มีครัวเรือนไทยถึงร้อยละ 72 มีการออมเงิน แต่มูลค่าการออมกลับไม่สูงนักและมีแนวโน้มลดลง ทำให้ครัวเรือนไทยกว่าร้อยละ 86 มีเงินออมในจำนวนที่ไม่เพียงพอต่อการใช้จ่ายในระยะเวลา 1 ปี หากต้องหยุดทำงาน ตลอดจนไม่เพียงพอที่จะนำมาใช้จ่ายในยามเกษียณ ปัจจุบันมีการส่งเสริมการออมทางเลือก ซึ่งเป็นการออมในรูปแบบอื่นที่ไม่ใช่ตัวเงิน อาทิ การออมทรัพย์ในรูปแบบของการปลูกไม้ยืนต้น สามารถปลูกได้ทั้งในบริเวณที่อยู่อาศัยหรือในพื้นที่เหลือที่ไม่ได้ทำการเกษตร โดยมีจุดเริ่มต้นจากแนวคิดเรื่องปลูกต้นไม้ใช้หนี้ เกษตรกรจะนำต้นไม้ที่ตนเองปลูกไปเป็นทรัพย์สินเพื่อค้ำประกันเงินกู้หรือชำระหนี้สินให้แก่ธนาคาร รัฐบาลจึงได้ปลดล็อกกฎหมายไม้หวงห้ามและไม้หายากจำนวน 171 ชนิด ให้สามารถปลูกและตัดขายสร้างรายได้ให้กับผู้ปลูกได้อย่างเสรี รวมทั้งกำหนดให้ไม้มีค่า 58 ชนิด ที่ปลูกบนที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์สามารถใช้เป็นหลักประกันธุรกิจและค้ำประกันสินเชื่อได้ตามกฎหมาย</p>

<p>ซึ่งการปลูกไม้มีค่าให้ผลตอบแทนสูงถึงร้อยละ 17.90 ต่อปี อย่างไรก็ตาม การปลูกไม้ยืนต้นยังมีอุปสรรคที่สำคัญ คือ การขาดแรงจูงใจและกฎระเบียบที่ยังไม่เอื้ออำนวยเท่าที่ควร ด้านการออมทรัพย์ในรูปแบบของการเลี้ยงสัตว์ อาทิ การเลี้ยงโค กระบือ สุกร ไก่ ปลา ที่ถือเป็นวิถีชีวิตของเกษตรกรและประชาชนในชนบทที่เปรียบเสมือน การเก็บออมทรัพย์ของชาวบ้าน โดยรูปแบบการเลี้ยงสัตว์เป็นลักษณะของการปล่อยให้สัตว์หากินตามธรรมชาติ หรือให้อาหารจากสิ่งที่เหลือจากการบริโภคในครัวเรือน โดยการออมแบบปศุสัตว์ อาทิ โค/กระบือ มีต้นทุนการเลี้ยงไม่สูงมาก สามารถปล่อยให้หากินตามธรรมชาติได้ รวมทั้งยังมีประโยชน์อื่นอีก เช่น ช่วยในการเตรียมพื้นที่สำหรับเพาะปลูก ช่วยกำจัดวัชพืช ใช้มูลเป็นปุ๋ย หรือเก็บมูลไปขาย เป็นต้น อย่างไรก็ตาม การเลี้ยงสัตว์โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการออมยังไม่ได้รับการยอมรับมากนัก ส่วนใหญ่จะเน้นเพื่อการขายและการบริโภคในครัวเรือนเป็นหลัก การออมที่ไม่ใช่ตัวเงินจึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่ควรได้รับการส่งเสริม และขยายผลให้มากขึ้น โดยการประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรเห็นถึงประโยชน์ และส่งเสริมการดำเนินการ โดยอาศัยกลไกความร่วมมือของคนในชุมชน การสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐ เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจ และให้คำปรึกษากับเกษตรกรในพื้นที่ รวมทั้งปรับปรุงกฎระเบียบให้สอดคล้องและไม่เป็นอุปสรรคต่อการออมรูปแบบที่ไม่ใช่ตัวเงิน</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonphanom.prd.go.th/th/file/get/file/2023071867b50179c9c1120d8053db6cbcc9a600181015.png' type='image/png' length='4286568' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[มูเตลู : โอกาสในการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงความเชื่อ]]></title>
<link>https://nakhonphanom.prd.go.th/th/content/category/detail/id/60/iid/198637</link>
<guid isPermaLink="false">e7fc7bb266ed278e6f78a580d51a4681</guid>
<pubDate>Tue, 18 Jul 2023 17:39:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>คำว่า &ldquo;มูเตลู&rdquo; ถูกนำมาใช้แทนความเชื่อความศรัทธาในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของคนไทย ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่แค่ความเชื่อทางศาสนา แต่ยังผสมผสานกับสิ่งเร้นลับทางธรรมชาติ โหราศาสตร์ ตลอดจนวัตถุมงคล/เครื่องรางของขลังต่าง ๆ โดยการท่องเที่ยวมูฯ อาจเทียบได้กับ &ldquo;การท่องเที่ยวเชิงศรัทธา&rdquo; ของต่างประเทศ และมีความหมายครอบคลุมถึงการท่องเที่ยวสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ การแสวงบุญ และการท่องเที่ยวเชิงจิตวิญญาณ โดยจากรายงานของ Future Markets Insight พบว่าการท่องเที่ยวเชิงศรัทธาสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจทั่วโลกถึง 13.7 พันล้านเหรียญสหรัฐในปี 2565 และจะเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าภายใน 10 ปี</p>

<p>สำหรับประเทศไทยมูลค่าการท่องเที่ยวสายมูฯ เฉพาะการแสวงบุญ กระทรวงพาณิชย์คาดการณ์ว่าจะมีรายได้หมุนเวียนมากถึง 10,800 ล้านบาท ซึ่งไทยไม่ได้มีเพียงการแสวงบุญเพียงอย่างเดียว ทรัพยากรการท่องเที่ยวมูฯ ยังมีอีกหลายรูปแบบ ซึ่งแบ่งเป็น 2 ประเภทหลัก คือ มูเตลูที่เป็นสถานที่ อาทิวัด ศาลเจ้าและเทวสถาน และรูปจำลองสิ่งศักดิ์สิทธิ์ อย่างรูปปั้นไอ้ไข่ และ มูเตลูที่ไม่ใช่สถานที่ อาทิ เครื่องรางของขลัง พิธีกรรม และการสักยันต์ของไทยที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก ทั้งนี้ความหลากหลายของทรัพยากรสายมูฯ ของไทยสะท้อนการมีพหุวัฒนธรรมซึ่งผสมผสานวัฒนธรรมทางศาสนาและความเชื่อของคนไทย และกลายเป็น soft power ที่สามารถใช้ในการดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ แต่ต้องมีการส่งเสริมที่เหมาะสม คือ</p>

<p>1) กำหนดนโยบาย/แนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวที่ชัดเจนของภาครัฐ ทั้งใน 4 ระดับประเทศ และระดับพื้นที่ อาทิ ฮ่องกงมีนโยบายส่งเสริม &ldquo;วิถีการท่องเที่ยวแบบศาสนา&rdquo; ที่มีจุดมุ่งหมายในการดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลก</p>

<p>2) พัฒนากลยุทธ์การตลาดมูฯ ด้วยการสร้าง Branding ที่ครอบคลุมทั้งสถานที่ บุคคล และกิจกรรมสายมูฯ โดยไทยจำเป็นต้องสร้าง Branding ผ่านการจัดทำเรื่องราว (Story) ที่มีความเป็นมาและคุณค่าทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่ได้รับการยอมรับ รวมทั้งอาจสอดแทรกวัฒนธรรมที่อิงกับมูฯในสื่อต่างๆ เพื่อเผยแพร่ให้คนต่างชาติสนใจมากขึ้น</p>

<p>3) บูรณาการการทำงานทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ให้มีเอกภาพมากขึ้น รวมถึงส่งเสริมบทบาทองค์กรส่วนท้องถิ่นให้เป็นหน่วยขับเคลื่อนหลักในการดึงภาคส่วนอื่น ๆ เข้ามาพัฒนาและปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกในพื้นที่ให้มีมาตรฐานมีความหลากหลายและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน</p>

<p>ทั้งนี้ ประเด็นเกี่ยวกับความเชื่อและศาสนามีความละเอียดอ่อนดังนั้น การดำเนินนโยบายจึงต้องมีความระมัดระวัง และควรมีการศึกษาด้วยหลักความเชื่อที่ถูกต้อง เพื่อไม่ให้เกิดการแทรกแซงและบิดเบือนความเชื่อ ควบคู่กับมีมาตรการกำกับดูแลเพื่อป้องกันไม่ให้มิจฉาชีพฉวยโอกาสหลอกลวงนักท่องเที่ยว โดยใช้ความเชื่อเป็นเครื่องมือ</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonphanom.prd.go.th/th/file/get/file/202307186d043af9eecb67051a7c0cfcf2d6c6ea174015.png' type='image/png' length='2423235' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[สื่อการสอนสมัยใหม่ ถูกใจวัยเรียน]]></title>
<link>https://nakhonphanom.prd.go.th/th/content/category/detail/id/60/iid/198626</link>
<guid isPermaLink="false">9b7127b249a5a2784ec0a0f3fc9a9a51</guid>
<pubDate>Tue, 18 Jul 2023 17:05:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>ในการนำเครื่องมือและเทคโนโลยีเข้ามาใช้กับการเรียนการสอน เพื่อสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่มีส่วนร่วม ทำให้ห้องเรียนในปัจจุบันได้ก้าวไปไกลกว่าการใช้คอมพิวเตอร์เพียงอย่างเดียวแล้ว เพราะตอนนี้เทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทและช่วยอำนวยความสะดวกให้กับการเรียนมากขึ้น ครูผู้สอนสามารถจัดเตรียมมัลติมีเดีย เพื่อจัดการกับรูปแบบการเรียนรู้ที่มีความหลากหลาย เช่น แอนิเมชัน วิดีโอ การ Live และยังช่วยให้ผู้สอนสร้างหลักสูตรออนไลน์ ที่ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ในพื้นที่ของตนเองตามโอกาสและสไตล์ที่เหมาะสม ซึ่งมีทั้งการใช้หลักสูตรออนไลน์แบบโต้ตอบ ที่ผู้เรียนเชื่อมต่อกับผู้สอนหรือสิ่งที่เรียน มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ที่จะช่วยให้เกิดการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น หรือแม้แต่การใช้ AI เข้ามาช่วยจดบันทึก และบันทึกการบรรยายสำหรับนักเรียนที่ป่วยได้ วันนี้เราจะพามาดู 5 สื่อการสอนสมัยใหม่ถูกใจวัยเรียนในยุคนี้กัน</p>

<p>1. พอดคาสต์ (Podcast) ที่กำลังเป็นเทรนด์ใหม่ น่าจับตามองอย่างยิ่ง เพราะมีหัวข้อที่น่าสนใจและสะดวกต่อผู้ใช้มากโดยเป็นรูปแบบหนึ่งของการเรียนรู้ ที่ทำผ่านการบันทึกเสียงสนทนาในหัวข้อเฉพาะ มักพบใน iTunes และ Spotify อยู่บ่อย ๆ หรือบนเว็ปไซต์ต่าง ๆ โดยจุดเด่นของพอดคาสต์คือทุกคนสามารถฟังได้ทุกที่ทุกเวลา ไม่ว่าจะขณะเดินทางไปทำงาน หรือแม้กระทั่งขณะทำงาน เพียงแค่คุณเปิดในมือถือเหมือนกับเปิดเพลงจากแอปพลิเคชันต่าง ๆ โดยเนื้อหาของพอดคาสต์ถึงแม้จะมีความเฉพาะเจาะจงในหัวข้อ แต่มีความหลากหลาย และกว้างขวางให้เราเลือกฟังมาก ๆ คุณสามารถเรียนประวัติศาสตร์ ภาษา ธุรกิจ เทรนด์ต่าง ๆ หรือแม้กระทั่งการพัฒนาทักษะเฉพาะของตัวเอง</p>

<p>2. โซเชียลมีเดีย ที่เข้ามาช่วยสร้างวัฒนธรรมการทำงานร่วมกัน และการแบ่งปันความรู้ นำไปสู่ประสบการณ์การเรียนรู้ของผู้เรียนได้ดีมากยิ่งขึ้น ที่ปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ใช้เวลากับโซเชียลมีเดียเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ จึงกลายเป็นอีก 1 เครื่องมือ สำหรับการเรียนรู้ได้เป็นอย่างดี สถาบันการศึกษาหลายแห่งเริ่มใช้โซเชียลมีเดียเป็นเครื่องมือสื่อสารที่เปิดโอกาสให้นักเรียนได้โต้ตอบกับครูผู้สอน ตลอดจนเพื่อนร่วมชั้น เช่น ใน Facebook นักเรียนสามารถแชร์สื่อการเรียน พูดคุยกับคนอื่นๆ ในกลุ่ม หรือแสดงความคิดเห็นในโพสต์ของคนอื่นได้ง่าย ๆ นอกจากนี้ก็ยังมีการโพสต์วิดิโอที่เป็นความรู้ลงบน YouTube ซึ่งทุกคนสามารถค้นหา และเข้าถึ เพื่อแบ่งปันความรู้กับเพื่อนคนอื่น ๆ ได้อย่างง่ายดาย หรือจะเป็นการติดตามข่าวสารบน Twitter ที่หลาย ๆ คนทำมานานแล้ว</p>

<p>3. สตรีมมิ่ง (Streaming) ที่เป็นการรับส่งสัญญาณ ส่งไฟล์มัลติมีเดียร์ทั้งภาพและเสียงผ่านเครือข่ายระบบอินเทอร์เน็ตด้วยการใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ ซึ่งไม่ต้องมีการ Download ไฟล์ทั้งหมดจนครบ หรือพูดแบบให้เข้าใจง่ายก็คือการถ่ายทอดสด หรือเรียกกันว่า Live (ไลฟ์) ไม่ว่าจะบน Facebook Youtube หรือแพลทฟอร์มอื่น ๆ ด้วยการใช้เทคนิคสตรีมมิ่งจะทำให้เราสามารถรับชมวีดีโอทั้งหมดที่ผ่านการ Upload ผ่านอินเทอร์เน็ตมายังอุปกรณ์ของผู้เรียนโดยที่ไม่ต้อง Dowload ไฟล์มาลงบนเครื่อง ซึ่งการสตรีมมิ่งก็สามารถทำได้ผ่านอุปกรณ์มากมายที่รองรับ เช่น สมาร์ทโฟน, คอมพิวเตอร์, แท็บเล็ต และสมาร์ททีวี สามารถรับชมได้โดยไม่มีการจำกัดเวลาและสถานที่ เป็นการเพิ่มความสะดวกสบายของการเรียนรู้ ที่เอื้อให้ผู้เรียนทำงานร่วมกับผู้อื่นได้เป็นอย่างดี ในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยสำหรับผู้เรียน ก่อให้เกิดการแสดงความคิด และพัฒนาการคิดนอกกรอบและการออกแบบที่สร้างสรรค์</p>

<p>4. ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ปัจจุบันมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง เป็นโปรแกรมสมองกลที่แสนฉลาด มีวิธีการทำงานเหมือนสมองมนุษย์ สามารถคิด วิเคราะห์ วางแผน และตัดสินใจ ได้โดยการประมวลผลจากฐานข้อมูลขนาดใหญ่ที่มี ซึ่งปัจจุบันอยู่รอบตัวเราและใช้งานแทบทุกวัน อย่างเช่น SearchEngine ยักษ์ใหญ่อย่าง Google ที่ในระหว่างกรอกคำค้นหาลงไป AI ของ Google ก็จะวิเคราะห์ข้อมูลจากคลังที่มีเว็บไซต์จำนวนมหาศาล และแสดงผลในสิ่งที่เราต้องการเพียงแค่เสี้ยววินาที โดยปัจจุบัน AI สามารถสร้าง เนื้อหาการสอน ที่มีความสมบูรณ์เทียบเท่ากับครูที่เป็นมนุษย์ในเวลาที่น้อยกว่า แถมยังสามารถแปลงหนังสือเรียนให้เหมาะสมกับนักเรียนในแต่ละช่วงอายุได้อีกด้วย นอกจากนี้ในปัจจุบันยังมีแอปพลิเคชันที่มีชื่อว่า Netex Learning ที่คอยช่วยอาจารย์ผู้สอนในการออกแบบหลักสูตรการเรียนการสอนโดยใช้อุปกรณ์ช่วยหลายชนิด เช่น สื่อเสียง วิดีโอ และมีผู้ช่วยออนไลน์ รวมถึงครูผู้ช่วยคนใหม่ที่ชื่อว่า จิลล์วัตสัน ผู้ที่สามารถตอบคำถามทุกคำถามด้วยความรวดเร็วและถูกต้อง ซึ่งนักเรียนสามารถถามคำถามกับเขาได้ตลอดเวลาเพราะครูผู้ช่วยคนนี้แท้จริงแล้วคือ AI ที่บรรจุคำถามและคำตอบมากมายเกี่ยวกับวิชาเรียนที่ นักเรียนสามารถสอบถามข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับวิชาเรียนได้อย่างถูกต้องแม่นยำ ซึ่ง เป็นการลดภาระในการตอบคำถามของครู</p>

<p>5. เกมมิฟิเคชัน (Gamification) การใช้เทคนิคและกลไกของเกม เพื่อสร้างแรงจูงใจและกระตุ้นให้เกิดปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้จัดกิจกรรมและผู้ร่วมกิจกรรม เป็นหนึ่งในเครื่องมือทางการตลาดที่ถูกใช้อย่างกว้างขวางในต่างประเทศ และแม้แต่หลายองค์กรในประเทศไทยเอง ด้วยเป็นหนึ่งในทางออกที่สามารถยกระดับการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะเป็นการใช้เทคนิคในรูปแบบของเกมโดยไม่ใช้ตัวเกม เพื่อเป็นสิ่งที่ช่วยในการกระตุ้นและสร้างแรงจูงใจในการเรียนรู้ให้กับผู้เรียน ทำให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ด้วยวิธีการที่สนุกสนาน ใช้กลไกของเกมเป็นตัวดำเนินการอย่างไม่ซับซ้อน อันจะทำให้ผู้เรียนเกิดพฤติกรรม ตรวจสอบ ปรับปรุง และหาวิธีการแก้ไขปัญหา เกมมิฟิเคชั่น เป็นการนำเอาหลักการพื้นฐานในการออกแบบกลไกการเล่นเกม เช่น แต้มสะสม (Points) ระดับขั้น (Levels) การได้รับรางวัล (Rewards) กระดานผู้นำ (Leaderboards) หรือจัดการแข่งขันระหว่างผู้เข้าร่วม (Competition) เป็นต้น มาประยุกต์ใช้ในบริบทอื่นที่ไม่ใช่การเล่นเกม โดยจำลองสภาพแวดล้อมให้เสมือนการเล่นเกม</p>

<p>จะเห็นว่า เทคโนโลยีได้แทรกซึมเข้าสู่การศึกษา และได้ปรับปรุงกระบวนการเรียนการสอนทั้งหมด โดยเฉพาะ E-Learning ซึ่งเป็นสื่อการสอนที่ไม่เพียงเพิ่มการเข้าถึง และความสะดวกในการศึกษาเท่านั้น แต่ยังเปลี่ยนพฤติกรรมการเรียนรู้ และความปรารถนาของผู้เรียนในการเรียนอีก</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonphanom.prd.go.th/th/file/get/file/20230718f30d67a873a695492fed663b51899712170610.png' type='image/png' length='3052088' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ฉี่หนูโรคที่หน้าฝนที่มากับน้ำท่วมขัง]]></title>
<link>https://nakhonphanom.prd.go.th/th/content/category/detail/id/60/iid/198575</link>
<guid isPermaLink="false">4d59f2464de2eddefcca89cb89c8f0f4</guid>
<pubDate>Tue, 18 Jul 2023 15:40:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>ฤดูฝน เริ่มตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคม ถึงกลางเดือนตุลาคม เป็นช่วงที่มีลมมรสุมตะวันตำเฉียงใต้ ซึ่งเป็นลมร้อนชื้น พัดมาจากมหาสมุทรอินเดีย ปกคลุมประเทศไทยร่องความกดอากาศต่ำที่พาดผ่านบริเวณใต้ของประเทศไทย จะเลื่อนมาถึงภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทำให้มีฝนตกชุกชื้น เดือนที่มีฝนตกมากที่สุดคือ เดือนสิงหาคม ซึ่งเมื่อมีฝนก็จะมีไปชะล้างเอาเชื้อโรคต่าง ๆ จากสภาพพื้นที่ไหลไปรวมกันขังอยู่ตามสถานที่ต่าง ๆ หนึ่งในนั้นคือ โรคฉี่หนู (Leptospirosis) ที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่ง ที่เกิดขึ้นได้ทั้งในคนและสัตว์ โดยการติดเชื้อในคนมีสาเหตุมาจากการไปสัมผัสดิน น้ำ อาหารที่ปนเปื้อนปัสสาวะ เลือด หรือเนื้อเยื่อของของสัตว์ที่มีเชื้อ เช่น สุนัข วัว ควาย หนู สุกร ม้า หรือแม้กระทั่งสัตว์ป่าต่างๆ โดยผู้ที่ได้รับเชื้อโรคฉี่หนูจะไม่มีอาการหรือมีอาการน้อย มีเพียงประมาณ 10-15% ที่จะมีอาการรุนแรง</p>

<p>ทั้งนี้เมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกาย เชื้อจะเข้าสู่กระแสเลือดและกระจายไปยังอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย จากนั้นจะมีระยะฟักตัวก่อนเกิดอาการ ซึ่งจะเร็วหรือช้าในแต่ละคนจะไม่เท่ากัน บางรายมีอาการเร็วภายใน 2 วัน บางรายนานหลายสัปดาห์ หรือบางรายอาจจะเป็น 1 เดือน แต่โดยส่วนใหญ่แล้วจะเริ่มมีอาการประมาณ 1-2 สัปดาห์หลังจากรับเชื้อ และลักษณะอาการ ก็แตกต่างกันไป ทั้งไม่มีอาการเลย มีอาการเล็กน้อย มีอาการมาก อาการรุนแรง มีภาวะแทรกซ้อน และในบางรายเป็นอันตรายถึงขึ้นชีวิต</p>

<p>โดยอาการเด่น ๆ จะมี 2 ระยะ คือระยะแรกผู้ป่วยจะมีอาการไข้สูง หนาวสั่น</p>

<p>ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดหลัง ปวดหน้าท้อง ปวดต้น ขา ปวดน่อง เจ็บคอ เจ็บหน้าอก ไอ คลื่นไส้ อาเจียน ตาแดง เยื่อบุตาบวม มีผื่น ต่อมน้ำเหลืองโต ตับโตและม้ามโต ซึ่งอาการมักเป็นหลายอย่าง ๆ ร่วมกัน ไม่เฉพาะเจาะจงกับอวัยวะใดอวัยวะหนึ่ง คล้ายๆ กับอาการของโรคไข้หวัดใหญ่ ไข้เลือดออก มาลาเรีย ไข้ไทฟัส (ไข้รากสาดใหญ่) ซึ่งอาการระยะแรกนี้มักจะเป็นอยู่ประมาณ 1 สัปดาห์ แล้วอาการจะดีขึ้น แต่หลังจากนั้น 2-3 วัน ผู้ป่วยจะมีอาการในระยะที่ 2 ตามมา คือ อาการที่เกิดจากภูมิคุ้มกันของตนเอง ซึ่งมักทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้หลายอย่าง เช่น การเกิดภาวะเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ตาอักเสบ หลอดเลือดอักเสบ ปอดอักเสบ กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ เลือดออกในเนื้อปอด ตัวเหลืองตาเหลือง หรือภาวะดีซ่าน ไตวายเฉียบพลัน ภาวะเลือดออกง่ายตามอวัยวะต่างๆ และอาจทำให้อวัยวะต่างๆ ทำงานล้มเหลวและเป็นอันตรายถึงชีวิตในที่สุด</p>

<p>ดังนั้น เพื่อเป็นการป้องกันโรค เราควรหลีกเลี่ยงเดินไปในที่น้ำขัง ที่มีน้ำสกปรก และควรล้างเท้าด้วยน้ำสบู่หลังย่ำน้ำสกปรก หรือหากสงสัยว่ามีอาการของโรคฉี่หนู ควรพบแพทย์เพื่อตรวจรักษาทันที</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonphanom.prd.go.th/th/file/get/file/20230718d14eb99a9e303433d7bb65cf6ed954e0154046.png' type='image/png' length='7326271' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[รู้เรื่องหมวกกันน็อค]]></title>
<link>https://nakhonphanom.prd.go.th/th/content/category/detail/id/60/iid/197909</link>
<guid isPermaLink="false">76cde8521a16649161654c7de094136a</guid>
<pubDate>Fri, 14 Jul 2023 17:28:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>หมวกกันน็อค ถือเป็นอุปกรณ์ลดความเสี่ยงจากการบาดเจ็บและเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางการจราจรที่สำคัญมากสำหรับชาวสองล้อ ซึ่งประเทศไทยมีอัตราผู้เสียชีวิตและพิการบนท้องถนนในแต่ละปีเป็นจำนวนมาก เนื่องจากไม่ได้สวมหมวกกันน็อค แต่ถ้าใครนึกถึงความปลอดภัยในการขับขี่ทุกครั้งก่อนที่จะปิดคันเร่งจะสวมหมวกกันน็อคก่อนเสมอ โดยหลายคนก็อาจจะยังไม่รู้ว่าหมวกกันน็อคมีอยู่ตามท้องตลาดนั้น มีความสามารถในการป้องกันที่แตกต่าง ๆ กันออกไป ทั้งที่บางครั้งมีรูปทรงที่เหมือนกัน นั้นก็อาจะเป็นเพราะวัสดุที่นำมาผลิตรวมถึงขั้นตอนในการออกแบบภายในและขั้นตอนการผลิต โดยหมวกกันน็อคที่ปลอดภัยและถูกกฎหมาย ต้องมีคุณสมบัติ เป็นหมวกกันน็อคครึ่งใบ,หมวกกันน็อคเต็มใบปิดหน้า และหมวกกันน็อคเต็มใบแบบเปิดคาง มีเครื่องหมาย มอก.ที่ได้รับมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เพื่อให้มั่นใจว่าเป็นหมวกกันน็อคที่มีคุณภาพและมีความปลอดภัยที่ได้มาตรฐาน มีบังลมผลิตจากวัสดุที่ไม่มีสี โปร่งใส แสงผ่านได้ และวันนี้ก็อยากให้ทุกคนได้รู้รายละเอียดเพิ่มเติมว่าหมวกกันน็อคที่มีขายแต่ละแบบเป็นยังไงมีความปลอดภัยมากน้อยแค่ไหนเริ่มจาก</p>

<p>หมวกกันน็อคครึ่งใบ เป็นหมวกกันน็อคที่มีราคาไม่แพง หาซื้อง่าย สวมใส่สะดวกสบาย ไม่ร้อน จึงเป็นหมวกกันน็อคที่ได้รับความนิยมจากนักขี่มอเตอร์ไซค์มากเช่นเดียวกัน แต่รู้หรือไม่ว่าถ้าพูดกันถึงเรื่องความปลอดภัยแล้ว หมวกประเภทนี้มีความปลอดภัยต่ำที่สุดเพราะมันแทบจะไม่ได้ปกป้องอะไรเลย มีเพียงส่วนป้องกันบริเวณกระหม่อมศีรษะเท่านั้นแถมยังไม่กันลม เหมาะที่จะใส่เพื่อป้องกันไม่ให้ตำรวจจราจรเรียกเท่านั้น ไม่เหมาะสำหรับนักขี่บิ๊กไบค์ที่ต้องขี่รถออกทริปต่างจังหวัดเป็นระยะทางไกล ๆ หรือแม้แต่คนที่ต้องขี่รถมอเตอร์ไซค์เป็นประจำทุกวัน</p>

<p>หมวกกันน็อคแบบเปิดหน้า นักขี่รถมอเตอร์ไซค์หรือแม้แต่นักขี่รถบิ๊กไบค์ หลายคนนิยมใช้หมวกกันน็อคชนิดนี้เพราะใส่แล้วมองเห็นท้องถนนและวิวรอบข้างได้อย่างกว้างขวาง ชัดเจน อีกทั้งยังมีราคาเริ่มต้นแบบไม่แพงมาก สามารถใช้สวมใส่ในการขับขี่รถมอเตอร์ไซค์เป็นประจำทุกวัน โดยเหมาะสำหรับการขับขี่ในเมืองและด้วยความเร็วไม่มาก แต่ข้อเสียคือไม่มีการปกป้องบริเวณคางซึ่งถือได้ว่ายังไม่ปลอดภัยมากนัก และเอาเข้าจริงก็ไม่เหมาะสำหรับการขี่บิ๊กไบค์ แต่เหมาะที่จะใช้ในการขับขี่รถมอเตอร์ไซค์ทั่วไปในชีวิตประจำวันมากกว่า</p>

<p>หมวกกันน็อคแบบ Off road หรือที่มักจะเรียกกันว่าหมวกกันน็อคมอเตอร์ครอส เป็นหมวกกันน็อคแบบเต็มใบประเภทหนึ่งที่มีความปลอดภัยสูง แต่ความแตกต่างของหมวกประเภทนี้กับหมวกกันน็อคเต็มใบก็คือมีส่วนด้านหน้าที่ยื่นมาข้างบนเพื่อป้องกันแสงแดด และส่วนคางที่ยื่นออกมาเพื่อป้องกันโคลนหรือเศษหินเศษดินกระเด็นขึ้นมาเมื่อต้องขับขี่รถมอเตอร์ไซค์ไปตามเส้นทางวิบาก นอกเหนือจากสิงห์มอเตอร์ไซค์ที่ชื่นชอบหมวกกันน็อคแบบนี้แล้วก็ยังมีนักขี่บิ๊กไบค์สายลุยที่ชอบความท้าทายที่มักจะขี่รถไปตามเส้นทาง off road แบบลุย ๆ ที่เลือกใช้หมวกกันน็อคชนิดนี้เช่นกัน เพราะความปลอดภัยสูงและรูปแบบที่เท่เป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร</p>

<p>หมวกกันน็อคแบบเต็มใบ เป็นหมวกกันน็อคที่มีความปลอดภัยมากที่สุดที่ทั้งนักขี่บิ๊กไบค์และนักขี่รถมอเตอร์ไซค์ควรมีไว้คู่การเดินทาง เพราะหมวกกันน็อคประเภทนี้ออกแบบมาให้มีส่วนป้องกันที่ครอบคลุมทั้งศีรษะ, ใบหน้า เว้นไว้แต่ช่วงตาและจมูกเท่านั้น จึงมีความปลอดภัยสูง สามารถป้องกันศีรษะได้อย่างทั่วถึงครอบคลุมทั้งด้านหน้า ด้านบน รวมถึงด้านหลังท้ายทอย ดังนั้นจึงเหมาะกับรถบิ๊กไบค์ และรถมอเตอร์ไซค์สำหรับแข่งที่ต้องใช้ความเร็วสูง เพราะช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่ได้ในระดับสูงสุด ซึ่งหมวกกันน็อคชนิดนี้ สามารถหาซื้อได้จากร้านค้าชั้นนำรวมทั้งร้านขายอะไหล่บิ๊กไบค์ เพราะเป็นหมวกกันน็อคที่ออกแบบมาเพื่อการขับขี่รถที่มีความเร็วสูง แต่ข้อเสียของหมวกกันน็อคชนิดนี้ก็คือใส่ยาก สำหรับคนที่ไม่ค่อยคุ้นเคยอาจจะรู้สึกว่าใส่ไม่ค่อยสบายนัก</p>

<p>และหมวกกันน็อคแบบไฮบริด เป็นหมวกกันน็อคที่มีส่วนผสมของหมวกเต็มใบผสมผสานกับหมวกกันน็อคมอเตอร์ครอส นั่นก็คือมีส่วนที่ปกป้องศีรษะและใบหน้าเกือบทั้งหมดเหมือนหมวกกันน็อคเต็มใบแต่มีส่วนบนและส่วนคางยื่นออกมาเหมือนกับหมวกกันน็อคมอเตอร์ครอส ใช้งานได้อย่างหลากหลายทั้งสายขี่รถมอเตอร์ไซค์และรถบิ๊กไบค์</p>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonphanom.prd.go.th/th/file/get/file/20230714cde051f83b0258c6defb1f700171f870172913.png' type='image/png' length='4527530' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[4 กลโกง หลอกลวงออนไลน์ที่มาแรง]]></title>
<link>https://nakhonphanom.prd.go.th/th/content/category/detail/id/60/iid/197897</link>
<guid isPermaLink="false">e11698f2b6c5bfad5a5aa5f99444f12b</guid>
<pubDate>Fri, 14 Jul 2023 16:40:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>เรื่องที่อยากมาเตือนภัยทุกคนในทุกวันนี้ เพราะมักจะพบเห็นอยู่ข่าวบ่อย ๆ เกี่ยวกับการหลอกลวงผ่านระบบออนไลน์ เนื่องจากทุกวันนี้ใครก็ใช้มือถือที่มีอินเตอร์เน็ตเพราะต้องการความสะดวกสบาย ไม่ว่าจะเป้น ดูหนัง ฟังเพลง สนทนา ไปจนถึงการทำธุรกรรมต่าง ๆ ล้วนผ่านระบบออนไลน์ที่ง่ายแสนง่ายเพียงแค่จิ้มหน้าจอไม่กี่ครั้ง</p>

<p>แต่สิ่งหนึ่งที่อยากให้ทุกคนได้คิดและระวัง ก็เพราะขบวนการมิจฉาฉีพได้อาศัยสิ่งเหล่านี้มาหลอกลวงประชาชนให้ตกเป็นเหยื่อ โดย 4 กลโกงที่มักพบเห็นว่าใช้บ่อย ๆ ในขณะนี้คือ</p>

<p>1. การโทรมาหลอกว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และแจ้งว่าเหยื่อทำผิดกฎหมาย หรือเป็นหนี้บัตรเครดิต แล้วให้ทำตามขั้นตอนที่บอก</p>

<p>2. การหลอกให้ร่วมลงทุน ทำกิจกรรม โดยจะให้รายได้หรือค่าตอบแทนที่สูง</p>

<p>3. การปลอมแปลงเพจเพื่อขายสินค้า หรือการปลอมเป็นบุคคลที่เหยื่อรู้จักเพื่อยืมเงิน</p>

<p>4.การหลอกให้กู้เงิน แต่ไม่ได้เงิน</p>

<p>เบื้องต้นที่ทุกคนควรปฏิบัติคือ ตั้งสติ อย่ารีบกดอะไรตามที่ขบวนการมิจฉาชีพบอก ให้คิดวิเคราะห์ให้ดี โดยหากมีข้อความต่าง ๆ ที่อ้างว่ามาจากหน่วยงานภาครัฐทางมือถือ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนเลยว่าเป็นมิจฉาชีพ เพราะหน่วยงานภาครัฐจะแจ้งเป็นหนังสือเพื่อให้เจ้าตัวมาทำธุรกรรมต่าง ๆ ที่สถานที่โดยตรง จะไม่ให้ทำธุรกรรมทางออนไลน์ หากมีลิงค์ให้เรากดเข้าไป ก็อย่าหลงเชื่อโดยเด็ดขาด เพราะอาจเป็นลิงค์โปรแกรมที่ควบคุมมือถือเรา แต่ถ้าหลงกดไปแล้ว ก็อย่ากดอนุญาต ( accept ) เพราะมิจฉาชีพจะเข้ามาดำเนินการที่มือถือเราได้ แต่ถ้าเราไม่กด accept ที่หน้าจอมือถือเขาจะยังไม่สามารถควบคุมมือถือเราได้ นอกจากนี้ก็อย่าพิมพ์รหัส PIN หรือรหัสผ่านอะไรต่าง ๆ ไว้ตาม note หรือในมือถือ หรือถ้าจะพิมพ์ก็เอาที่ใกล้เคียงพอให้เรานึกออก อย่าเขียนตรงๆ เพราะถ้าโจรเข้ามาควบคุมดครื่องเราจะเดารัหัสได้ยาก ซึ่งถ้าผิดหลายครั้งระบบจะทำการ lock โจรก็ทำรายการไม่ได้ เราอาจจะลำบากในการปลดล็อก แต่ก็ปลอดภัยกว่าให้โจรเข้าระบบเราได้</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonphanom.prd.go.th/th/file/get/file/20230714129db1d45b7991cc82b82cf7a6f3fca0164140.png' type='image/png' length='5371599' />
</item>
</channel>
</rss>
