กรมสมเด็จพระเทพฯ พระราชทานอุปกรณ์ปกป้องทางเดินหายใจแบบจ่ายอากาศบริสุทธิ์ (PAPR) แก่โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชธาตุพนม เพื่อช่วยบุคคลากรทางการแพทย์ดูแลผู้ป่วยโควิด

จากที่ประเทศไทยได้เกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 รอบเดือนเมษายน 2564 และพบผู้ติดเชื้ออย่างกว้างขวางเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้ประชาชนเกิดความตื่นตระหนกและหวาดกลัว ทั้งยังมีผลกระทบทางด้านสุขภาพและเศรษฐกิจ ซึ่งที่ผ่านมาโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชธาตุพนม มีผู้ป่วยติดเชื้อสะสมทั้งสิ้น 497 ราย รักษาหายแล้ว 445 ราย และเสียชีวิต 3 ราย โดยปัจจุบันมีผู้ที่ต้องทำการรักษารวมทั้งสิ้น 35 ราย ซึ่งบางรายมีภาวะแทรกซ้อน เกิดปอดอักเสบรุนแรง เสี่ยงต่อการเสียชีวิต ทำให้บุคลากรทางการแพทย์ต้องดูแลอย่างใกล้ชิด และในการปฏิบัติหน้าที่เจ้าหน้าที่ต้องสวมหน้ากากอนามัยร่วมกับชุด PPE ตลอดเวลาทำให้เกิดความอ่อนล้าได้ง่ายเพราะอากาศถ่ายเทไม่สะดวก ส่งผลให้มีความเสี่ยงสูงที่อาจจะติดเชื้อต่อจากผู้ป่วยได้

และความทราบฝ่าละอองธุลีพระบาท สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี องค์นายกกิตติมศักดิ์และองค์ประธานกรรมการมูลนิธิชัยพัฒนา ทรงมีพระราชหฤทัยห่วงใยในความเดือดร้อนของพสกนิกรจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 ทั้งเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่พสกนิกรตลอดจนบุคลากรทางการแพทย์ จึงทรงพระราชทานงบประมาณจากกองทุนชัยพัฒนาสู้ภัยโควิด19 (และโรคระบาดต่างๆ) จัดซื้ออุปกรณ์ปกป้องทางหายใจแบบจ่ายอากาศบริสุทธิ์ Powered Air Purifying Respirator (PAPR) จำนวน 10 ชุด พระราชทานแก่โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชธาตุพนม เพื่อให้เจ้าหน้าที่ได้ใช้ในการปฏิบัติงานดูแลผู้ป่วยติดเชื้อโควิด และในวันนี้ (1 กันยายน 2564 ) นายแพทย์มนู ชัยวงศ์โรจน์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชธาตุพนม พร้อมด้วยคณะผู้บริหารโรงพยาบาล ได้ร่วมกันประกอบพิธีรับมอบอุปกรณ์ทางการแพทย์พระราชทาน เบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

โดยเครื่องช่วยหายใจแบบใช้อากาศบริสุทธิ์ (PAPR) เป็นเครื่องช่วยหายใจที่ใช้แบตเตอรี่ เพื่อป้องกันผู้สวมใส่ที่ต้องอยู่ในสภาวะแวดล้อมที่มีอันตรายจากสารเคมี หรือไวรัสที่มีความเสี่ยงจากอากาศที่ปนเปื้อนสูง ซึ่งจะทำงานโดยมีอากาศที่ผ่านตัวกรองเข้ามา แล้วส่งมาที่ชุดคลุมศีรษะ โดยภายในชุดคลุมศีรษะจะมีแรงดันอากาศมากกว่าภายนอก (Positive Pressure) จึงทำให้พวกเชื้อโรค เชื้อไวรัสต่างๆ เข้ามาภายในชุดไม่ได้ เพราะมีแรงอัดของลมคอยผลักอยู่ ผู้สวมใส่จึงมีความปลอดภัยสูงกว่าการสวมหน้ากากอนามัยร่วมกับชุด PPE โดยการชาร์จแบตเตอรี่ 1 ครั้ง จะสามารถใช้งานได้ประมาณ 7 ชั่วโมง


image รูปภาพ
image
image
image
image
image
image


คะแนนโหวต :